sith 14-8-2009 09:45
บทความเกี่ยวกับ LPG
บทความเกี่ยวกับ LPG
(6/12/2550)
เรื่องราคาก๊าซครับผม.....ไปอ่านเจอมาครับ....
โดย
อ.วีระชัย ถาวรทนต์ [email]weerachais@yahoo.com[/email]
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
มีคำถามมากมายในกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายที่จะลดราคาก๊าซหุงต้มว่ามี ความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน หรือเป็นเพียงนโยบายในการหาเสียงแบบประชานิยมเลียนแบบพรรคไทยรักไทย
ก่อนอื่นต้องขออนุญาตย้อนไปในสมัยที่ยังทำงานในฐานะอนุกรรมาธิการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร ได้เคยให้ความเห็นต่อผู้แทนของกระทรวงพลังงานมาโดยตลอดว่า ผู้ส่งออกก๊าซหุงต้มตามมาตรา 7 นั้นมีกำไรเกินควร โดยสูงมากเกือบกิโลกรัมละ 8 บาท ในขณะที่เมื่อขายในประเทศมีค่าการตลาดเพียง 3.25 บาทต่อกิโลกรัม คิดเป็นเงินกำไรส่วนเกินปีละเกือบ 10,000 ล้านบาท
ทำไมไม่เก็บภาษีส่งออกหรือหาวิธีการอื่นๆ ที่จะนำกำไรส่วนเกินเหล่านั้นซึ่งไม่ต้องเสียภาษีมาช่วยเหลือประชาชนผู้ใช้ ในประเทศให้ได้ใช้ก๊าซหุงต้มในราคาที่ถูกลง แต่กลับไม่มีคำตอบใดๆจากกระทรวงพลังงานเลย ในวันที่ 3 มิถุนายน 2549
ผมก็ได้เรียกร้องเรื่องนี้ผ่านรายการวิทยุอีกครั้งในคลื่น 90.5 โดยผมคิดว่าคนไทยน่าจะได้รับทราบความจริงกันบ้าง ดังนั้น จึงเป็นที่มาของบทความฉบับนี้ที่จะบอกกล่าวให้ประชาชนได้เข้าใจอย่างแท้จริง
ก๊าซ หุงต้ม (LPG) มาจาก 2 ทาง กล่าวคือ เป็นผลพลอยได้ (by product) ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันในสัดส่วนประมาณ 40% ส่วนที่เหลือประมาณ 60% ซึ่งเป็นส่วนหลักนั้นได้จากผลพลอยได้ (by product) ที่เหลือมาจากการแยกก๊าซธรรมชาตินั่นเอง
โดยหลักการของการกำหนดราคาก๊าซธรรมชาติตั้งแต่ปากหลุมนั้น ใช้วิธีคิดจากต้นทุน หรือ cost plus นั่นคือเอาต้นทุน บวกด้วยกำไรพอสมควร เป็นหลักการที่ใช้มาตลอดและเป็นที่ยอมรับ ตัวอย่างเช่น ราคาก๊าซธรรมชาติที่ ปตท. ขายให้การไฟฟ้า คิดจากราคาเนื้อก๊าซเฉลี่ยที่ปากหลุม บวกกับค่ากำไร หรือ margin แล้วบวกกับต้นทุนส่วนเพิ่มที่คิดบนค่าผ่านท่อ
ประเด็นก็คือว่า ก๊าซหุงต้ม (LPG) เมื่อเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการแยกก๊าซธรรมชาติ หรือผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมัน ต้นทุนส่วนเพิ่มจริงๆ นั้นเกือบไม่มีเลย เพราะการคิดต้นทุนการแยกก๊าซธรรมชาติ กับกำไรบางส่วนได้รวมอยู่ในราคาก๊าซธรรมชาติที่ขายให้การไฟฟ้า หรือขายให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้ไปแล้ว
อีกด้านหนึ่งเช่นเดียวกันต้นทุนต่างๆ ของโรงกลั่นน้ำมันก็ได้สะท้อนอยู่ในค่าการกลั่นน้ำมัน และสะท้อนอยู่ในราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ขายอยู่แล้ว ฉะนั้นเมื่อเป็นดังที่กล่าว ก็อาจพอสรุปได้ว่า ก๊าซหุงต้ม (LPG) มีต้นทุนเพื่อให้ได้มาต่ำมาก เพราะต้นทุนส่วนใหญ่ได้ถูกสะท้อนไปกับราคาขายก๊าซธรรมชาติ และราคาน้ำมันสำเร็จรูปแล้ว
แต่โครงสร้างการตั้งราคาขายก๊าซหุงต้ม (LPG) กลับสวนทางอย่างสิ้นเชิงกับการตั้งราคาขายก๊าซธรรมชาติ โดยเอาราคาประกาศปิโตรมิน ของทางตะวันออกกลาง ที่ซาอุดีอาระเบีย เป็นเกณฑ์ หักด้วยค่าใช้จ่ายในการขนส่งจากซาอุฯ มากรุงเทพฯ คงที่ที่ 16 US$ ต่อตัน ซึ่งกำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 315 US$ ต่อตัน โดยมีรายละเอียดดังนี้
ราคาตามประกาศ ปิโตรมิน (ตั้งเป็นตุ๊กตา) 500 US$/Ton
หักค่าขนส่ง - 16 US$/Ton
คิดที่เพดาน 315 US$/Ton
คิดอัตราแลกเปลี่ยน 40 บาทต่อ US$ เป็น 12.6 บาทต่อกิโลกรัม
ภาษีสรรพสามิต 2.17 บาทต่อกิโลกรัม
ภาษีเทศบาล 0.217 บาทต่อกิโลกรัม
กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (ชดเชย) -2.5301 บาทต่อกิโลกรัม
ราคาขายส่ง ณ คลังก๊าซ 12.4569 บาทต่อกิโลกรัม
(รัฐต้องชดเชยค่าขนส่งอีก 2-4 บาทต่อกิโลกรัม)
ค่าการตลาด 3.2534 บาทต่อกิโลกรัม
ภาษีมูลค่าเพิ่ม 1.0997 บาทต่อกิโลกรัม
ราคาขายปลีก (รวม VAT) 16.8140 บาทต่อกิโลกรัม
ถึงแม้ว่าจะมีการตรึงราคาอยู่ทำให้รัฐต้องสูญเงินไปโดยเฉลี่ย 5 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับการชดเชยของกองทุนน้ำมันและค่าขนส่ง แต่ค่าการตลาดที่ผู้ค้าได้รับนั้นสูงถึง 3.25 บาทต่อกิโลกรัม เหมือนการันตีกำไรให้เอกชน โดยที่รัฐได้รายได้จากภาษีเพียง 3.4867 บาทต่อกิโลกรัม แต่รัฐกลับต้องชดเชยสูงถึงประมาณ 5 บาทต่อกิโลกรัม รัฐไม่ได้อะไรเลย
ที่ซ้ำร้ายกว่านั้นเอกชนผู้ส่งออก ตามมาตรา 7 อาทิเช่น ปิคนิค, ปตท. ,สยามแก๊ส, worldgas, ยูนิค ,คาลเท็กซ์ คงส่งออกกันพอควร (ปตท.อาจจะมีหน้าที่หลักที่จะต้องจัดให้ผู้ใช้ในประเทศมีก๊าซหุงต้มใช้เพียง พอก่อนเป็นอันดับแรกแล้วจึงส่งออก) วิธีการจัดสรรโควตาส่งออกในอดีตก่อนปี 2549 นั้น ใช้วิธีตกลงกัน จัดสรรกันเองในกลุ่มผู้ค้าตามมาตรา 7 โดยมีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเป็นเจ้าภาพในการตกลงกัน
จากตัวเลขเห็นได้เลยว่าได้กำไรขั้นต่ำอยู่แล้วประมาณเกือบ 200 US$/Ton (เพราะราคาต่างประเทศสูงมากกว่า 500 US$/Ton บางช่วงมากกว่า 600 US$/Ton ด้วยซ้ำ) หรือเกือบ 8 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งตกอยู่ในมือเอกชนล้วนๆ รัฐไม่ได้อะไรเพราะการส่งออกไม่มีการเสียภาษี คิดเป็นตัวเลขคร่าวๆ ส่งออกปีละประมาณ 900,000 ตัน เป็นเงินประมาณ 6,660 ล้านบาทต่อปี (=185 x 40 x 900,000)
คงต้องมีผู้ได้รับประโยชน์จากสิ่งนี้ เป็นประเด็นที่นำสืบต่อไปน่าจะไม่ยาก เพราะผู้ค้าก๊าซหุงต้มตามมาตรา 7 ก็มีจำกัด อาทิเช่น ปิคนิคแก๊ส, ปตท.,สยามแก๊ส, worldgas, ยูนิค, คาลเท็กซ์ เป็นต้น ฉะนั้นน่าจะพอเห็นภาพพอควร และจะสามารถนำไปสู่วิธีที่จะทำให้ราคาก๊าซหุงต้มลดลงในระยะสั้น และระยะยาวดังนี้
1. จัดเก็บค่าโควตาการส่งออกก๊าซหุงต้ม (LPG) เหมือนกับการเก็บค่าพรีเมียมข้าวในอดีต แล้วออกกฎหมายนำมูลค่าเงินที่เก็บได้นำมาลดราคาค่าก๊าซหุงต้มที่ขายในประเทศ ทดลองคิดเก็บค่าโควตาการส่งออกที่ 3 บาทต่อกิโลกรัม เอกชนยังได้เยอะอยู่ถ้าส่งออก เพราะไม่ต้องเสียภาษีในประเทศเลย คำนวณง่ายๆ ดังนี้ เก็บค่าโควตาส่งออกที่ 3 บาทต่อกิโลกรัม หรือ 3,000 บาทต่อตัน จากปริมาณส่งออกโดยเฉลี่ยที่ 900,000 ตันต่อปี สำหรับปริมาณการใช้ในประเทศอยู่ที่ประมาณ 2.1 ล้านตันต่อปี มีประมาณ 1.155 ล้านตันใช้ในครัวเรือน (55%) ส่วนที่เหลือก็ใช้ในอุตสาหกรรมทั่วไป อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และขนส่ง
ถ้านำกำไรส่วนเกินจากการส่งออกดังกล่าวมาชดเชยให้ผู้ใช้ก๊าซหุงต้มในครัว เรือนเท่านั้น โดยที่การชดเชยจากกองทุนน้ำมันยังเป็นเหมือนเช่นในปัจจุบัน ผลจะทำให้ก๊าซหุงต้มในครัวเรือนจะลดลง 2.3 บาทต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 34.5 บาทต่อถัง สำหรับถังขนาด 15 กิโลกรัม ซึ่งใช้ปกติในครัวเรือน ซึ่งปัจจุบันขายอยู่เฉพาะราคาเนื้อก๊าซ (เปลี่ยนถัง) ถังละ 265 บาท ถ้าไม่รวมค่าขนส่ง (ซื้อหน้าร้าน) ก็คิดที่ 255 บาทต่อถัง
ดังนั้น ในกรณีดังกล่าวนี้ก็จะสามารถลดราคาลงได้เท่ากับ 34.50 บาทต่อถัง นั่นคือประชาชนจะสามารถซื้อได้ที่ราคา 220.50 บาทต่อถัง (ไม่รวมค่าขนส่งถึงบ้าน) หรือถ้าจะนำกำไรส่วนเกินเหล่านี้มาชดเชยเงินที่กองทุนน้ำมันชดเชยอยู่ก็จะ เป็นประโยชน์ ทำให้ไม่ต้องอ้างว่าขณะนี้รัฐได้ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม ผลก็คือสามารถปล่อยลอยตัวได้เลยและประชาชนไม่ได้รับผลกระทบ
2. ในระยะยาว เห็นจะต้องเข้าไปสู่การปรับโครงสร้างการตั้งราคาก๊าซหุงต้ม ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องอาศัยคณะกรรมการจากหลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาถกเถียงกัน แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องอาศัยหลักการการตั้งราคาที่ให้สะท้อนต้นทุนส่วนเพิ่มที่แท้จริง ไม่ใช่กำหนดเพดานไว้ที่ 315 US$/Ton ผมเชื่อว่าต้นทุนการผลิตก๊าซหุงต้มจริงๆ ต่ำมาก เพราะเป็นผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมันและการแยกก๊าซธรรมชาติ
ในเมื่อโครงสร้างก๊าซธรรมชาติตั้งแต่ต้นทางจากอ่าวไทยนั้นใช้หลักการต้นทุน เป็นตัวตั้งราคา แต่พอมาเป็นก๊าซหุงต้มซึ่งเป็นผลพลอยได้แท้ๆ กลับเปลี่ยนไปใช้ราคาที่แพงขึ้น หรือเป็นราคากลางที่ซาอุฯ เหล่านี้ไม่เป็นธรรมกับคนไทยเจ้าของประเทศอย่างแน่นอน
3. ค่าการตลาดที่สูงถึง 3.25 บาทต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 1.625 บาทต่อลิตรนั้น ควรจะพิจารณาทบทวนลดลง เพราะสูงมากเมื่อเทียบกับน้ำมันสำเร็จรูปที่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1 บาทต่อลิตร อีกทั้งบางช่วงยังไม่ถึง 1 บาทต่อลิตรเลย ทำไมต้องทำให้เอกชนที่เป็นผู้ค้าก๊าซหุงต้มมีกำไรเกินปกติด้วย
กล่าวโดยสรุปพวกเราคนไทยน่าจะพอคิดได้ว่าการบริหารจัดการด้านพลังงานของ ประเทศนั้น มีผลประโยชน์ซ่อนอยู่กลับกลุ่มคนบางกลุ่ม ไม่ใช่เป็นประโยชน์ของคนไทยทั้งประเทศ น่าจะถึงเวลาแล้วที่พวกเราคนไทยควรที่จะเรียกร้องการปรับโครงสร้างธุรกิจ พลังงานทั้งระบบอย่างจริงจัง เอาไว้ในบทความต่อๆ ไป จะเริ่มตีแผ่โครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ และโครงสร้างค่าไฟฟ้ากันต่อไป
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
credit จาก [url]www.cefiro-ff-club.com[/url] ครับ
sith 14-8-2009 09:46
[img]http://www.gasthai.com/article/picture%5C84255113351.bmp[/img]
แผนผังที่ตัดมาจากรายงานของ ปตท. ([url]http://www.pttplc.com/th/document/annual/48/pview_t.pdf[/url])
ข้อมูลโดยคุณแมวเหมียวพุงป่อง Click
โครงสร้างราคา LPG ล่าสุด ตามประกาศคณะกรรมการนโยบายพลังงาน
ประกาศคณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.) ฉบับที่ 55 ปี 2551
เกี่ยวกับการกำหนดราคาก๊าซ LPG
เรื่อง การกําหนดราคา อัตราเงินสงเขากองทุนและอัตราเงินชดเชยสําหรับกาซที่ทํา
ในราชอาณาจักรและนําเขามาเพื่อใช้ในราชอาณาจักรอัตราเงินสงเขากองทุน
และอัตราเงินชดเชยสําหรับก๊าซที่สงไปยังคลังก๊าซ
ประกาศคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน
ฉบับที่ 55 พ.ศ. 2551
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 3 แห่งพระราชกําหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการ ขาดแคลนน้ํามันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ประกอบกับความตามข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 8 ข้อ 9 ข้อ 10 ข้อ 11 ข้อ 24 ข้อ 25 และข้อ 29 แห่งคําสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 4/2547 เรื่อง กําหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและ ปองกันภาวะการขาดแคลนน้ํามันเชื้อเพลิง ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2547 และความตามข้อ 2 แห่งคําสั่ง นายกรัฐมนตรีที่ 9/2549 เรื่อง กําหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ํามันเชื้อเพลิง ลงวันที่ 7 ธันวาคม 2549 คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน ประกาศกําหนดราคา อัตราเงินส่งเข้า กองทุนและอัตราเงินชดเชยสําหรับก๊าซที่ทําในราชอาณาจักร และนําเข้ามาเพื่อใช้ในราชอาณาจักร อัตราเงินส่งเขากองทุนและอัตราเงินชดเชยสําหรับก๊าซที่ส่งไปยังคลังก๊าซต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน ฉบับที่ 29 พ.ศ. 2551 เรื่อง การกําหนดราคา อัตราเงินส่งเข้ากองทุนและอัตราเงินชดเชยสําหรับก๊าซที่ทําในราชอาณาจักรและ นําเข้ามาเพื่อใช้ในราชอาณาจักร อัตราเงินส่งเข้ากองทุนและอัตราเงินชดเชยสําหรับก๊าซที่ส่งไปยังคลังก๊าซ ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551
ข้อ 2 ให้กําหนดราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นสําหรับก๊าซ ราคาขายก๊าซ ณ คลังก๊าซ ราคาก๊าซ ที่ทําในราชอาณาจักร ราคาก๊าซที่นําเข้ามาเพื่อใช้ในราชอาณาจักร อัตราเงินส่งเข้ากองทุนและอัตราเงิน ชดเชยสําหรับก๊าซที่ทําในราชอาณาจักรและนําเข้ามาเพื่อใช้ในราชอาณาจักร สําหรับก๊าซที่ส่งไปยัง คลังก๊าซตาง ๆ ดังนี้
(1) กําหนดราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มสําหรับก๊าซ กิโลกรัมละ 13.68627 บาท
(2) กําหนดราคาขายก๊าซ ณ คลังก๊าซไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นราคาเดียวกันทุกแห่งทั่วราชอาณาจักร กิโลกรัมละ 13.6863 บาท
(3) กําหนดราคาก๊าซที่ทําในราชอาณาจักร กิโลกรัมละ 10.9960 บาท
(4) กําหนดราคาก๊าซที่นําเข้ามาเพื่อใช้ในราชอาณาจักร กิโลกรัมละ 10.9960 บาท จังหวัดชลบุรี ก๊าซที่ส่งออกจากโรงแยกก๊าซของบริษัท ปตท. สผ. สยาม ฯ อําเภอลานกระบือ จังหวัดกําแพงเพชร และก๊าซที่ส่งออกจากโรงแยกก๊าซขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช กิโลกรัมละ 0.3033 บาท
(6) กําหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนและอัตราเงินชดเชยสําหรับก๊าซที่นําเข้ามาเพื่อใช้ในราชอาณาจักร
(นําเข้าตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2551 จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2551) ดังนี้
นําเข้าคลังก๊าซที่จังหวัดชลบุรี กิโลกรัมละ 16.1839 บาท
นําเข้าคลังก๊าซที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี กิโลกรัมละ 15.8806 บาท
นําเข้าคลังก๊าซที่จังหวัดสงขลา กิโลกรัมละ 15.8806 บาท
นําเข้าที่อื่น ๆ กิโลกรัมละ 15.8806 บาท
(7) กําหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนและอัตราเงินชดเชย สําหรับก๊าซที่ส่งออกจากคลังก๊าซที่
จังหวัดชลบุรี โดยการขนส่งทางรถยนต์ ดังนี้
ไปยังคลังก๊าซที่จังหวัดนครสวรรค์ กิโลกรัมละ 0.7067 บาท
ไปยังคลังก๊าซที่จังหวัดลําปาง กิโลกรัมละ 1.7067 บาท
ไปยังคลังก๊าซที่จังหวัดขอนแก่น กิโลกรัมละ 1.0997 บาท
ไปยังที่อื่น ๆ กิโลกรัมละ 0.3033 บาท
(8) กําหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนและอัตราเงินชดเชย สําหรับก๊าซที่ส่งออกจากคลังก๊าซที่จังหวัดชลบุรี โดยการขนส่งทางอื่น ดังนี้
ไปยังคลังก๊าซที่จังหวัดนครสวรรค์ กิโลกรัมละ 0.2743 บาท
ไปยังคลังก๊าซที่จังหวัดลําปาง กิโลกรัมละ 0.7582 บาท
ไปยังคลังก๊าซที่จังหวัดขอนแก่นน กิโลกรัมละ 0.4614 บาท
ไปยังคลังก๊าซที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี กิโลกรัมละ 0.0324 บาท
ไปยังคลังก๊าซที่จังหวัดสงขลา กิโลกรัมละ 0.0528 บาท
ไปยังที่อื่น ๆ กิโลกรัมละ 0.3033 บาท
(9) กําหนดอัตราเงินสงเข้ากองทุนและอัตราเงินชดเชย สําหรับก๊าซที่ส่งออกจาก
โรงแยกก๊าซบริษัท ปตท.ผส.สยาม ฯ อําเภอลานกระบือ จังหวัดกําแพงเพชร ดังนี้
ไปยังคลังก๊าซที่จังหวัดนครสวรรค์ กิโลกรัมละ 2.2945 บาท
ไปยังคลังกาซที่จังหวัดลําปาง กิโลกรัมละ 1.8978 บาท
ไปยังคลังกาซที่จังหวัดขอนแก่น กิโลกรัมละ 2.2103 บาท
ไปยังที่อื่น ๆ กิโลกรัมละ 2.6903 บาท
(10) กําหนดอัตราเงินสงเข้ากองทุนและอัตราเงินชดเชย สําหรับก๊าซที่ส่งออกจากโรงแยกก๊าซขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ดังนี้
ไปยังคลังก๊าซที่จังหวัดสุราษฎรธานี กิโลกรัมละ 0.1100 บาท
ไปยังคลังก๊าซที่จังหวัดสงขลา กิโลกรัมละ 0.0490 บาท
ไปยังที่อื่น ๆ กิโลกรัมละ 0.3033 บาท
(11) กําหนดอัตราเงินชดเชยสําหรับก๊าซที่ทําในราชอาณาจักร ซึ่งผลิตจากก๊าซที่นําเข้าจากต่างประเทศ
(นําเข้าตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2551 จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2551) กิโลกรัมละ 16.1839 บาท
(1) ปริมาณก๊าซที่นําเข้ามาเพื่อใช้ในราชอาณาจักรตามข้อ 2 (6) ให้ขอรับเงินชดเชยได้ไม่เกินปริมาณตามที่ กรมธุรกิจพลังงานกําหนดให้นําเข้า
(2) ปริมาณก๊าซที่ทําในราชอาณาจักร ซึ่งผลิตจากก๊าซที่นําเข้าจากต่างประเทศตามข้อ 2 (11) ให้ขอรับเงิน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2551 เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
(นายวีระพล จิรประดิษฐกุล)
ผู้อํานวยการสํานักงานนโยบายและแผนพลังงาน
ที่มา : สํานักงานนโยบายและแผนพลังงาน Click
ราคาตามประกาศ คิดที่เพดาน 320 US$/Ton
คิดอัตราแลกเปลี่ยน 33.60 บาทต่อ US$ เป็น 10.9960 บาทต่อกิโลกรัม
ภาษีสรรพสามิต 2.17 บาทต่อกิโลกรัม
ภาษีเทศบาล 0.217 บาทต่อกิโลกรัม
นำเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 0.3033 บาทต่อกิโลกรัม
ราคาขายส่ง ณ คลังก๊าซ 13.6863 บาทต่อกิโลกรัม
ภาษีมูลค่าเพิ่ม 0.9580 บาทต่อกิโลกรัม)
ค่าการตลาด 3.2566 บาทต่อกิโลกรัม
ภาษีมูลค่าเพิ่ม 1.2280 บาทต่อกิโลกรัม
ราคาขายปลีก (รวม VAT) 18.13 บาทต่อกิโลกรัม
ที่มา : สํานักงานนโยบายและแผนพลังงาน
sith 14-8-2009 09:51
รายชื่อผู้ค้าก๊าซ
บริษัท ปตท. จำกัด มหาชน
บริษัท ยูนิคแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ จำกัด (มหาชน)
บริษัท อุตสาหกรรมแก๊สสยาม จำกัด
บริษัท เวิลด์แก๊ส (ประเทศไทย) จำกัด
บริษัท ปิคนิคแก๊ส แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน)
บริษัท แสงทองอุตสาหกรรมถังแก๊ส จำกัด
บริษัท น้ำมันคาลเท็กซ์ (ไทย) จำกัด
sith 14-8-2009 09:51
แต่รายชื่อผู้ค้า NGV มีรายเดียว คือใคร เดาเอง s_0051 s_0051
e20wac 14-8-2009 15:56
s_0131 s_0131 s_0131 s_0131 s_0131
ไม่ต้องบอกก้อรู้ คนที่คุณรู้ว่าใคร
sith 14-8-2009 16:16
ก๊าซ หุงต้ม (LPG) มาจาก 2 ทาง กล่าวคือ เป็นผลพลอยได้ (by product) ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันในสัดส่วนประมาณ 40% ส่วนที่เหลือประมาณ 60% ซึ่งเป็นส่วนหลักนั้นได้จากผลพลอยได้ (by product) ที่เหลือมาจากการแยกก๊าซธรรมชาตินั่นเอง
[size=6]ก๊าซ หุงต้ม (LPG) มาจาก 2 ทาง กล่าวคือ เป็นผลพลอยได้ (by product) ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันในสัดส่วนประมาณ 40% ส่วนที่เหลือประมาณ 60% ซึ่งเป็นส่วนหลักนั้นได้จากผลพลอยได้ (by product) ที่เหลือมาจากการแยกก๊าซธรรมชาตินั่นเอง
[/size]
พูดแล้วคันปาก 555
ปตท มีโรงกลั่นกี่โรง
จากการแยกน้ำมันจะได้ก๊าช ได้สัดส่วนเท่าไหร่ s_0221
นั่นคือไม่ต้องขุดเจาะแค่สั่งน้ำมันเข้ามากลั่นเองคุณก็ได้แกสล่ะ s_0221
พูดมากเว็ปจะโดนป่ะเนี่ย เอาแค่นี้แหละ s_0041
GEN2HP 14-8-2009 23:08
ปตท พลังงานเพื่อใคร 5555+ s_0051 s_0051 s_0051
GEN2HP 14-8-2009 23:09
สิทไม่ต้องคันปากหรอ - -* พี่ก็อยากจะเม้าท์ 5555+ แต่กลัว s_0211
sith 18-8-2009 08:12
s_0211 s_0211 s_0211 s_0211 เหมือนกันเลย